เคยไหมคะที่ซักผ้าเสร็จแล้ว แต่เสื้อผ้าก็ยังรู้สึกไม่สดชื่น มีกลิ่นอับจางๆ หรือบางทีก็เหมือนมีคราบขาวๆติดอยู่ คุณอาจจะคิดว่า “สงสัยน้ำยาปรับผ้านุ่มไม่หอมพอ” หรือ “ผงซักฟอกไม่ดีรึเปล่า” แต่ก่อนที่คุณจะโทษผลิตภัณฑ์ซักผ้า ลองหยุดคิดสักนิดว่า “แล้ว เครื่องซักผ้า ของคุณล่ะ สะอาดจริงหรือเปล่า”
ใช่แล้วค่ะ เครื่องซักผ้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี่แหละ ตัวดีเลยที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาเสื้อผ้าไม่หอม ซักเท่าไหร่ก็ไม่สะอาด หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าเครื่องซักผ้าที่สัมผัสกับน้ำและผงซักฟอกอยู่ตลอดเวลา จะสกปรกได้อย่างไร แต่ความจริงก็คือ สิ่งสกปรก คราบผงซักฟอกที่ตกค้าง ตะกอนต่างๆ รวมไปถึงเชื้อราและแบคทีเรีย สามารถสะสมอยู่ในเครื่องซักผ้าได้ง่ายกว่าที่คุณคิด
ทำไมเครื่องซักผ้าถึงสกปรก
คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมเครื่องซักผ้าถึงสกปรกได้ ทั้งๆที่เราก็ใส่ผงซักฟอก ใส่น้ำยาซักผ้าเข้าไปตลอด มาดูกันค่ะว่าอะไรคือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เครื่องซักผ้าของคุณกลายเป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก
คราบผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มตกค้าง
เวลาเราซักผ้า ผงซักฟอกและน้ำยาต่างๆ ไม่ได้ถูกชะล้างออกไปหมด 100% เสมอไปค่ะ โดยเฉพาะในช่องใส่ผงซักฟอก หรือตามซอกมุมต่างๆ ของถังซัก คราบเหล่านี้จะสะสมตัวเป็นเมือก เป็นคราบเหนียวๆ เมื่อนานวันเข้าก็กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรียและเชื้อรา
คราบไขมันจากเสื้อผ้า
เสื้อผ้าที่เราใส่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าออกกำลังกาย เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบอาหาร หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่เราใส่ในชีวิตประจำวัน ล้วนมีคราบไขมัน เหงื่อไคล และสิ่งสกปรกต่างๆติดมาด้วย เมื่อซัก คราบเหล่านี้บางส่วนอาจจะไปเกาะติดอยู่ตามผนังถังซัก หรือชิ้นส่วนภายในเครื่อง
ความชื้น
เครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานกับน้ำและความชื้นตลอดเวลาค่ะ โดยเฉพาะหลังจากการซัก หากเราไม่เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ให้แห้ง หรือทำความสะอาดไม่ทั่วถึง ความชื้นที่ตกค้างจะเอื้ออำนวยให้เชื้อราและแบคทีเรียเติบโตได้เป็นอย่างดี
อุณหภูมิน้ำ
การซักผ้าด้วยน้ำเย็นบ่อยๆ อาจทำให้ผงซักฟอกบางชนิดละลายไม่หมดจด ทำให้เกิดการตกค้าง และยังไม่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าการซักด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน
ใยผ้าและเศษสิ่งสกปรกเล็กๆ
ลองนึกดูสิคะว่าในแต่ละครั้งที่เราซักผ้า มีเส้นใยผ้าเล็กๆ ขนสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่เศษกระดาษทิชชูที่หลงเหลืออยู่ในกระเป๋าหลุดออกมาบ้างไหม สิ่งเหล่านี้สามารถเข้าไปอุดตันตามท่อระบายน้ำ หรือสะสมอยู่ตามชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องได้
สิ่งสกปรกเหล่านี้เมื่อสะสมตัวนานเข้า ก็จะกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เครื่องซักผ้าของคุณมีกลิ่นเหม็นอับ ซึ่งกลิ่นเหล่านั้นก็จะย้อนกลับไปติดเสื้อผ้าที่คุณเพิ่งซักเสร็จใหม่ๆ จนรู้สึกว่าเสื้อผ้าไม่หอมสดชื่นเหมือนเคยนั่นเองค่ะ
สัญญาณเตือนว่าต้องทำความสะอาดเครื่องซักผ้าด่วน
- เสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วมีกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์
- มีคราบขาวๆ หรือคราบสกปรกติดบนเสื้อผ้าหลังซัก คราบเหล่านี้อาจเกิดจากคราบผงซักฟอกที่ตกค้างหรือเชื้อราที่หลุดออกมาจากถังซัก
- มีกลิ่นเหม็นออกมาจากเครื่องซักผ้า โดยเฉพาะเมื่อคุณเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้
- มีเมือกดำๆ หรือคราบสกปรกบริเวณขอบยางประตู (สำหรับเครื่องฝาหน้า) หรือในช่องใส่ผงซักฟอก (แหล่งรวมของเชื้อราชั้นดี)
- ใช้เวลาในการซักนานขึ้น หรือเครื่องมีเสียงแปลกๆ อาจเกิดจากการอุดตันภายในเครื่อง
ถึงเวลาล้างเครื่องซักผ้าให้เหมือนใหม่
ไม่ต้องตกใจไปค่ะ การทำความสะอาด เครื่องซักผ้า ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แถมทำแล้วคุ้มค่าแน่นอน เพราะนอกจากเสื้อผ้าจะกลับมาหอมสะอาดแล้ว ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้าอีกด้วยค่ะ
สิ่งที่ต้องเตรียม
- น้ำส้มสายชูขาว
- เบกกิ้งโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต)
- ผ้าสะอาด หรือฟองน้ำ
- แปรงสีฟันเก่า (สำหรับซอกมุมเล็ก ๆ)
วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าแบบละเอียด
ทำความสะอาดภายนอกและขอบยาง (สำหรับเครื่องฝาหน้า)
- ใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูผสมน้ำเล็กน้อย เช็ดทำความสะอาดรอบๆตัวเครื่องด้านนอก และที่สำคัญคือ ขอบยางประตู ของเครื่องซักผ้าฝาหน้าค่ะ ตรงนี้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเมือกเหนียวๆ ใช้แปรงสีฟันเก่าขัดเบาๆ ตามซอกมุมได้เลยค่ะ
- สำหรับช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม ให้ดึงถาดออกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานหรือน้ำส้มสายชู แล้วเช็ดให้แห้งสนิทก่อนใส่กลับเข้าไป
ทำความสะอาดภายในถังซักด้วยน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา
เครื่องซักผ้าฝาบน
เติมน้ำให้เต็มถังซัก (ปรับระดับน้ำสูงสุด) จากนั้นเติมน้ำส้มสายชูขาวประมาณ 4 ถ้วยตวงลงไป แล้วกดปุ่มเดินเครื่องซักผ้า (เลือกโปรแกรมซักผ้าปกติ หรือโปรแกรมล้างถังซักถ้ามี) ปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำให้ทั่ว จากนั้นให้กดหยุดเครื่อง (Pause) แล้วแช่น้ำส้มสายชูทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที (หรือค้างคืนยิ่งดี) เพื่อให้น้ำส้มสายชูทำปฏิกิริยากับคราบสกปรกและฆ่าเชื้อโรค จากนั้นให้เติมเบกกิ้งโซดาประมาณ 1 ถ้วยตวงลงไปในถังซัก แล้วเดินเครื่องต่อจนจบรอบการซัก
เครื่องซักผ้าฝาหน้า
เทเบกกิ้งโซดาประมาณครึ่งถ้วยตวงลงในช่องใส่ผงซักฟอก และเทน้ำส้มสายชูขาวประมาณ 2 ถ้วยตวงลงในช่องใส่น้ำยาปรับผ้านุ่ม จากนั้นเลือกโปรแกรมล้างถังซัก (Tub Clean) หรือโปรแกรมน้ำร้อน/ซักผ้าปูที่นอน โดยไม่มีผ้าอยู่ในถังซัก แล้วเดินเครื่องจนจบรอบ
ทำความสะอาดไส้กรองและท่อน้ำทิ้ง (ถ้าทำได้)
เครื่องซักผ้าบางรุ่นจะมีไส้กรองเล็กๆ อยู่บริเวณด้านหน้าเครื่อง หรือด้านหลังเครื่อง (ดูในคู่มือการใช้งาน) ลองตรวจสอบและทำความสะอาดไส้กรองนี้บ้าง เพราะอาจมีเศษเหรียญ กิ๊บติดผม หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ไปอุดตันอยู่ได้ หากคุณมีความรู้เรื่องช่างเล็กน้อย อาจจะลองตรวจสอบท่อน้ำทิ้งดูว่ามีอะไรอุดตันหรือไม่
เช็ดทำความสะอาดและผึ่งลมให้แห้ง
- หลังจากล้างเครื่องซักผ้าเสร็จแล้ว ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดภายในถังซักให้แห้งสนิท
- เปิดฝาเครื่องซักผ้าทิ้งไว้เสมอหลังจากการซัก เพื่อให้อากาศถ่ายเท และลดความชื้นภายในถังซัก
คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อรักษาความสะอาดของเครื่องซักผ้า
- ล้างเครื่องซักผ้าเป็นประจำ อย่างน้อย 1-3 เดือนต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานและปริมาณผ้าที่ซัก
- อย่าใส่ผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มมากเกินไป การใส่มากเกินไปนอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เกิดการตกค้างได้ง่ายขึ้น
- นำผ้าออกจากเครื่องทันทีเมื่อซักเสร็จ อย่าปล่อยผ้าทิ้งไว้ในเครื่องซักผ้าเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นอับและเชื้อราได้
- ตรวจสอบกระเป๋าเสื้อผ้าทุกครั้งก่อนซัก เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเครื่อง
- เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้หลังการใช้งาน เพื่อระบายความชื้น
สรุป
การดูแลรักษาความสะอาดของ เครื่องซักผ้า เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลย เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อสุขอนามัยของเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ในทุกๆวัน ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูนะคะ แล้วคุณจะสัมผัสได้เลยว่าเสื้อผ้าของคุณจะกลับมาหอม สดชื่น และสะอาดเหมือนใหม่แน่นอนค่ะ